การสร้างสุขด้วยสติในองค์กร : Mindfulness in organization (สรุปโดย ดร.บุษรี ฐิตาภิวัฒนกุล)

เมื่อวันที่ 30-31 มีนาคม 2560 วิทยากรจากกรมสุขภาพจิต นำโดย อ.สมพร อินทร์แก้ว (นักจิตวิทยา) ได้ให้เกียรติมาบรรยาย ณ โรงแรมรอยัลฮิล กอล์ฟ รีสอรท์ แอนด์ สปา จังหวัดนครนายก เพื่อสร้างเสริมความสามารถในการสร้างสุขด้วยสติในองค์กร เพราะมนุษย์ทุกคนมีความดีงามอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว แต่ด้วยสภาวะทางอารมณ์และความเครียด จึงทำให้ความดีเหล่านั้นไม่ได้ถูกแสดงออกมา ดังนั้น การพัฒนาให้จิตเกิดความตั้งมั่น จะทำให้จิตได้พัก สงบ และผ่อนคลาย เป็นสภาพจิตที่มีความมั่นคง และสมดุล เหมาะที่จะใช้ทั้งในการทำงาน การประชุม ตลอดจนการใช้ชีวิตaa

การพัฒนาจิตนี้ ทำได้ด้วยการฝึกสมาธิ ด้วยหลักการรับรู้ของสมอง ที่รับรู้การผ่านเข้า ออก ของลมหายใจ จากการสังเกตที่บริเวณเนื้อเยื่อตรงปลายจมูก ในช่วงเริ่มแรกให้หลับตา หายใจเข้าออกยาวๆ สัก 5 รอบ เมื่อมีความคิดที่เข้ามาสอดแทรก ก็อย่าไปคิดตาม ให้กลับมารู้ที่ลมหายใจ หากว่ามีความรู้สึกง่วง ก็ให้ยืดตัวตรง หายใจลึกๆ จินตนาการถึงแสงสว่าง ทำให้สมองกระตุ้นตัวขึ้น

เมื่อจิตใจได้รับการพัฒนาคุณภาพแล้ว ก็จะทำให้ลดความว้าวุ้น หรือความเครียดที่สะสมอยู่ในจิตใต้สำนึก สามารถฝึกสติ(Right Mindfulness) ทั้ง 3 ขั้นตอนได้โดยง่าย ซึ่งก็คือ 1. การมีสติรู้ในกิจที่ทำในปัจจุบัน (awareness of action) เป็นสติขั้นพื้นฐาน เป็นการรับรู้ลมหายใจที่เป็นปัจจุบัน ไปพร้อมๆ กันกับรับรู้ถึงกิจกรรมทางกายต่างๆ เมื่อฝึกมากๆ ขึ้น จึงจะสามารถ 2. แยกกันออกได้ระหว่าง สติตามการใช้งานภายนอก และสติตามสภาวะภายใน ซึ่งมีความแตกต่างกัน เพราะเมื่อเราทำงานภายนอก ต้องใส่ใจกิจภายนอกให้มาก รู้ลมหายใจก็เพียงเล็กน้อย แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อเรามีสติรับรู้สภาวะภายใน ก็เป็นการสังเกตความความรู้สึก (ไม่ว่าจะเป็น Subjective feeling / Thought / Autonomic Nervous System) โดยความรู้สึกที่สังเกตได้ง่าย คือ ความรู้สึกที่หยาบ เช่น เหนื่อย โกรธ หงุดหงิด ว้าวุ้น เป็นต้น และเมื่อฝึกสติได้ถึงขั้นตอน 3. จะเป็นการปล่อยวาง (เกิดปัญญาภายใน) เห็นการเกิดดับของอารมณ์ต่างๆ แยกแยะออกได้ระหว่าง การเห็นอารมณ์ และตัวอารมณ์ (ฉันเห็นความเหนื่อย ไม่ได้มีค่าเท่ากับ ฉันเหนื่อย)

โดยในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสียงเตือนตัวเองให้กลับมาหายใจอย่างมีสติ ด้วยโปรแกรมระฆังสติ (สำหรับคอมพิวเตอร์) หรือด้วย Application (สำหรับมือถือ) เช่น Mind Timer / Zazen Lite / Mindfulness bell เป็นต้น

นอกเหนือจากการฝึกสติ และฝึกสมาธิ ดังกล่าวนี้ จะทำให้แต่ละบุคคลทำงานอย่างมีคุณค่าแล้ว ยังทำให้การทำงานเป็นทีม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะเมื่อมีสติในการทำงานร่วมกัน จะทำให้การสื่อสารภายในทีม เป็นการพูดและฟังอย่างมีสติ อีกทั้ง เมื่อสื่อสารระหว่างบุคคลนั้น ให้ใช้ I Message มากกว่า You Message เพื่อเป็นการเพิ่มความสามารถในการคิดบวก โดยอาศัยหลักการของ I Message คือ

  • บอกเล่าอย่าง SOFTEN (Smile / Offer / Figure, Forward / Teaching / Eye-contact / Nod) เป็นการแสดงความรู้สึกของเราว่า อยากจะช่วยเหลือ
  • บอกความต้องการของเรา ให้รู้ (เช่น เริ่มต้นประโยคด้วย “ฉัน”)
  • สื่อสารแบบมีทางออกให้กับคู่สนทนา (คือ ให้ช่องว่าง หรือทางลง กับคนที่อยู่ร่วมด้วย)

ในการประชุมต่างๆ นั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

  1. ประชุมแบบ Dialogue หรือ กัลยาณมิตรสนทนา เป็นไปเพื่อการเรียนรู้ โดยคนฟังจะได้ความรู้ใหม่ / ได้แรงบันดาลใจ / ได้เครือข่ายในการทำงานร่วมกัน ในการประชุมแบบนี้ ผู้ฟังจะถามเฉพาะ How หรือ Why เท่านั้น คือจะถามไปเพื่อเฉพาะการต่อยอด กระบวนการหลักจะเน้นไปที่การฟังผู้พูด แบ่งออกได้เป็น Deep Listening 60% และ Reflection 30% และ Advocacy 10%
  2. ประชุมแบบ Creative Discussion หรือ อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ เป็นไปเพื่อการแก้ปัญหา เน้นการนำเสนอและค้นหาทางเลือกต่างๆ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ผู้เข่าร่วมอภิปรายจะถามเพื่อทำให้ข้อเสนอเหล่านั้นชัดเจนขึ้น โดยเน้นที่ What / When / Where / Who / Why / How

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการนี้ ได้ที่ www.thaimio.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s